นายบุษยมาศ กลิ่ยเพชร หัวหน้าสาขาพรรคพลังปวงชนไทยจังหวัดตรัง นายทรงเกียรติ แสงแวว ผู้ช่วยหัวหน้าพรรค ประจำจังหวัดตรัง พร้อมคณะกรรมการ สาขาพรรคลำดับที่ 1 ลงพื้นที่ รับเรื่องร้องทุกข์

นางบุษยมาศ กลิ่นเพชร หัวหน้าสาขาพรรคจังหวัดตรัง

รายงานการลงพื้นที่รับเรื่องร้องทุกข์       ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 6 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น.

พื้นที่                        บ้านไสเตย  หมู่ที่ 7 และ บ้านไสหนน หมู่ที่ 8  ต.บ่อน้ำร้อน อ.กันตัง จ. ตรัง

ผู้เข้าร่วมกิจกรรม          1.นายทรงเกียรติ์ แสงแวว ตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้าพรรค

                             2.นางบุษยมาศ กลิ่นเพชร ตำแหน่ง หัวหน้าสาขาพรรค จ.ตรัง

3.นางพัฒราพร เพชรศิริ ตำแหน่ง เลขานุการสาขาพรรค

4.นางสาวเสาวลักษณ์ กลิ่นเพชร ตำแหน่ง นายทะเบียนสาขาพรรค

5.นายบุญฤทธิ์ กลิ่นเพชร ตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้าสาขาพรรค

                             6.นายสัญญา เพชรศิริ ตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้าสาขา

                             7.นางวนาลี ยิ้มย่อง ตำแหน่ง กรรมการอื่นๆ

ผลการลงพื้น    พบว่าพื้นที่ของหมู่ที่ 7 และ 8 ของตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัด ตรัง เป็นพื้นที่ ที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่รวมกันทั้ง 2 หมู่บ้านกว่า 200 ครัวเรือนซึ่งปัญหาและความเดือดร้อนของชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านมี ดังนี้

          1. ถนนในหมู่บ้านและเป็นทางเข้าออกของชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านเริ่มจากมีถนนลาดยางยาวประมาณ   2.5-3 กม. แต่ผิวถนนโดนน้ำกัดเซาะทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อยากต่อการใช้สัญจร อีกทั้งเวลาฝนตกหนักๆมีน้ำขังทำให้ไม่สามารถมองหลุมดังกล่าวเห็นทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

          2. ถัดเข้าไปจากถนนลาดยางจะเป็นถนนดินภูเขามีทั้งดินทรายและหินก้อนใหญ่ผสมกัน ทำให้ยากต่อการสัญจรหากมีฝนตกถนนลื่นและเกิดอุบัติเหตุรถล้มบ่อยครั้ง สำหรับผู้ปกครองที่จะต้องรับส่งบุตรหลานไปโรงเรียนมีความลำบากในการเดินทางเข้าออก บางครั้งขี้โคลนและขี้ดินเปื้อนชุดนักเรียน โดยถนนสายนี้ทาง อบต.บ่อน้ำร้อนได้มีการน้ำดินผสมหินมาถมและบดแล้วแต่ไม่สามารถทนกระแสน้ำที่เกิดจากฝนตกหนักๆได้มีการกัดเซาะทำให้เกิดเป็นหลุม เป็นร่องทางน้ำตลอดสาย

ได้มีการสอบถามกับทางชาวบ้านเรื่องความเดือดร้อนของการใช้ถนนดังกล่าว ได้รับการยืนยันจากนางกัลยา พรหมศรีอายุ 60 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 58/5 หมู่ที่ 8 ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง “โดยทางตนและครอบครัวได้เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตหมู่ที่ 8 เป็นเวลาเกือบ 50 ปี โดยทั้ง 2 ข้างทางของถนนสายดังกล่าว   มีชาวบ้านอาศัยอยู่เป็นจำนวน 100 หลังคาเรือน แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานราชการ  อีกทั้งได้มีการเข้ามาสำรวจเพื่อดำเนินการแก้ไขหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ  โดยนางกัลยาและชาวบ้านได้ฝากเรื่องการแก้ปัญหาถนนดังกล่าวแก่กรรมการสาขาเพื่อเป็นกระบอกเสียงในการนำไปสู่การได้รับความช่วยเหลือ  เพราะเป็นถนนสายนี้เป็นเส้นทางเข้า-ออกของหมู่บ้าน อีกทั้งในพื้นที่ดังกล่าวมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำตกหางนกยูง”  ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายพื้นที่รวมไปถึงพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

          3. .ในพื้นที่ของหมู่ที่ 7 บางส่วนยังไม่มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้าใช้ จำนวน 25 ครัวเรือน โดยประมาณจำนวนประชากรใน 25 ครัวเรือนเป็น 100 ชีวิตที่ยังคงได้รับความเดือดร้อน ซึ่งมีอยู่ทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ ปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบในหลากหลายด้านไม่ว่าจะเป็นผลกระทบของการใช้ชีวิตประจำวัน รวมไปถึงผลกระทบที่ส่งผลต่ออนาคตของชาติ ซึ่งก็คือนักเรียนนักศึกษาที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ พวกเขาไม่มีไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ตมาใช้ในเรื่องของการศึกษาได้ ทำให้มีความเหลื่อมล้ำในการดำรงชีวิตเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันกับพวกเขา

          จากการสอบถามนายสัญญา ไม่ทุกข์ อายุ 50 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 88/4 หมู่ 7 ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง อาชีพเกษตรกร(กรีดยาง) ได้ความว่า ตนได้เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มานานกว่า 40 ปี ตนและญาติๆของตนใช้เครื่องปั่นไฟมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการดำรงชีวิต ถึงแม้ว่าจะมีการใช้เครื่องปั่นไฟมาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตประจำวันอยู่ดี อีกทั้งยังบอกอีกว่ามีต้นทุนในการผลิตเดือนละ 1,000 บาท หลายครั้งที่มีการเข้าสำรวจความเดือดร้อนทางตนและชาวบ้านคนอื่นก็หวังว่าจะมีการเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่สุดท้ายก็เป็นแค่การเข้ามาสำรวจ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาสักครั้งเดียว

          ชาวบ้านได้ทราบข้อมูลจากผู้นำท้องถิ่นว่าเหตุผลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ เป็นเพราะว่าพื้นที่ของหมู่บ้านประมาณ 70% ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง แต่เมื่อชาวบ้านไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่อุทยานกลับได้รับคำตอบที่ไม่เหมือนกับที่ชาวบ้านทราบมาจากผู้นำชุมชน โดยเจ้าหน้าที่อุทยานได้บอกกับชาวบ้านว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาในหมู่บ้านนั้นสามารถที่จะจัดการได้ โดยขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ดูแลชุมชน จนถึงตอนนี้ปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่าจะมีการเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

          นายสัญญาได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประมาณเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติได้เข้ามาสำรวจพื้นที่และเข้ามาแบ่งแนวเขตให้แก่ชาวบ้านแล้ว

          4. ปัญหาเกี่ยวกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ยังไม่ได้มีแค่เฉพาะไฟฟ้าที่ได้กล่าวไปข้างต้นเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของระบบประปาอีกด้วย โดยทางกรรมการสาขาได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่า บางบ้านมีการขุดบ่อน้ำขึ้นเพื่อให้มีน้ำใช้ในครัวเรือน แต่บางบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะๆก็มีการลากท่อประปามาจากน้ำตกที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้ได้มีน้ำใช้ แต่เมื่อเข้าหน้าแล้งทั้งบ่อน้ำที่ชาวบ้านขุดไว้และท่อประปาที่ชาวบ้านลากต่อมาจากน้ำตกก็ไม่มีน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ ทำให้เกิดปัญหาต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน

         ปัญหาที่กรรมการสาขาได้รวบรวมมานั้นล้วนแต่เป็นปัญหาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่คนไทยทุกคนควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนบางส่วนเท่านั้น ทุกคนต้องได้รับสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพราะการขาดการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้นั้นก็แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ประเทศไทยนั้นมี ถนนหนทางที่ขรุขระไม่ได้รับการแก้ไขเปรียบเหมือนอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ การขาดการเข้าถึงไฟฟ้าเปรียบเหมือนความมืดมิดของสังคมที่ขาดแสงสว่าง ไม่มีน้ำใช้เปรียบเหมือนความแห้งแล้งกันดาร เมื่อขาดสิ่งเหล่านี้การพัฒนาชีวิตของประชาชนก็เป็นเรื่องที่ยาก

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here